บางครั้ง…จุดหมายอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดของการเดินทาง แต่เป็น “เรื่องราวระหว่างทาง” ที่ทำให้เราอยากออกเดินทางอีกครั้ง
Road Trip ครั้งนี้เริ่มต้นจากจังหวัดนนทบุรีในช่วงบ่ายของวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 มุ่งหน้าสู่ปลายด้ามขวานไทย ปลายทางแรกคือ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของเมืองใต้สุดของประเทศไทย ก่อนตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อขึ้นไปชมทะเลหมอกบน สกายวอล์กอัยเยอร์เวง จากนั้นจึงค่อย ๆ ไล่เส้นทางกลับผ่านนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และปิดท้ายด้วยการพักผ่อนริมทะเลที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
แต่สิ่งที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้พิเศษยิ่งกว่าเส้นทางและจุดหมาย คือ รถคู่ใจ ที่ร่วมเดินทางไปกับเรา หลายคนอาจมองว่าการขับรถอายุ 30 กว่าปี ออกทริประยะไกลกว่า 3,600 กิโลเมตร เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่สำหรับพวกเรา Mitsubishi Lancer Champ III คันนี้ ไม่ใช่แค่รถยนต์คลาสสิก หากเป็นเพื่อนร่วมทางที่ผ่านการเดินทางมานับไม่ถ้วน และยังคงพร้อมพาเราออกไปค้นพบโลกกว้างในทุกครั้งที่สตาร์ตเครื่อง
ทริปนี้จึงไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวจาก เบตงสู่อัยเยอร์เวง และขนอม แต่ยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า หากรถได้รับการดูแลและเตรียมความพร้อมอย่างดี รถคลาสสิกก็ยังสามารถพาเราเดินทางไกลได้อย่างมั่นใจ
ตลอด 4 วัน 3 คืน รถคู่ใจคันนี้พาพวกเราวิ่งผ่านทั้งทางราบ ทางโค้ง ขึ้นเขา ลงเขา และถนนเลียบชายฝั่ง ท่ามกลางสายฝน แสงแดด และสายหมอก ก่อนจะพาพวกเรากลับถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพในเวลา 02.00 น. พร้อมระยะทางสะสมกว่า 3,000 กิโลเมตร โดยไม่มีปัญหาใหญ่ระหว่างทาง
เพราะสุดท้ายแล้ว…สิ่งที่ทำให้เราอยากออกเดินทางอีกครั้ง อาจไม่ใช่เพียงภาพวิวสวย ๆ หรือสถานที่ใหม่ ๆ แต่คือเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมทาง มื้ออาหารอร่อยที่แวะชิมโดยบังเอิญ ผู้คนที่ได้พบระหว่างทาง และความทรงจำที่เกิดขึ้นในทุกกิโลเมตรที่ล้อรถเคลื่อนผ่าน
วันที่ 1 : นนทบุรี – เพชรบุรี – ประจวบฯ – ชุมพร
เวลา 15.00 น. พวกเราออกเดินทางจาก กรุงเทพฯ – นนทบุรี มุ่งหน้าสู่จังหวัดเบตง จุดหมายปลายทางที่อยู่ไกลกว่า 1,500 กิโลเมตร

มื้อแรกของ Road Trip ครั้งนี้ เราแวะเติมพลังกันที่ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายหมี สาขานครปฐม น้ำซุปหอมเข้มข้น เนื้อตุ๋นเปื่อยนุ่ม กินร้อน ๆ ก่อนออกเดินทางต่อ ทำให้อิ่มท้องและพร้อมลุยระยะทางยาวได้อย่างเต็มที่


จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อแวะชิมของหวานระดับตำนานที่ ลอดช่องโอวทึ้ง (นายกี๋ ร้านดังที่ขึ้นชื่อเรื่อง ลอดช่องน้ำตาลโตนด สูตรดั้งเดิมของเมืองเพชรบุรี ความพิเศษอยู่ที่น้ำตาลโตนดเคี่ยวจนหอมละมุน หวานกำลังดี เสิร์ฟพร้อมเครื่องให้เลือกหลากหลาย ทั้งลอดช่อง เผือก มันเชื่อม ลูกตาล และวุ้นมะพร้าว กินคู่กับน้ำแข็งเย็น ๆ แล้วสดชื่น คลายร้อน เติมความสดใสให้การเดินทางได้เป็นอย่างดี จนสมกับเป็นร้านที่นักเดินทางหลายคนต้องปักหมุดเมื่อผ่านเมืองเพชรบุรี โอวทึ้งนายกี๋
สองมื้อแรกของทริป แม้จะเป็นเพียงการแวะพักระหว่างทาง แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ทั้งอิ่ม อร่อย และทำให้การเดินทางสู่ปลายทางมีสีสันมากยิ่งขึ้น


ช่วงค่ำแวะเติมน้ำมัน พร้อมพักรถที่สถานีบริการ PTT จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนขับต่อจนเกือบ 5 ทุ่ม จึงแวะเติมคาเฟอีนที่ โกปี๊ คอฟฟี่ เขาโพธิ์ ดื่มกาแฟให้ร่างกายสดชื่น แล้วออกเดินทางต่ออีกครั้งในเวลาเที่ยงคืน มุ่งหน้าสู่ภาคใต้แบบยาว ๆ
วันที่ 2 : ทำบุญวัดช้างไห้ ก่อนถึงเบตง
เช้ามืดของวันใหม่ เราแวะเติมความสดชื่นด้วยกาแฟจากร้านสะดวกซื้อ ก่อนแวะตลาดเช้าริมทางบริเวณตรงข้ามวัดบ่อล้อ เพื่อเลือกซื้ออาหารและของสำหรับใส่บาตร สัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านที่เริ่มต้นวันกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง




จากนั้นเดินทางไปแวะทำบุญถวายเทียนพรรษาและสังฆทานที่ วัดพะโคะ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับการเดินทาง

ก่อนมุ่งหน้าสู่ วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม จุดหมายสำคัญของทริป เพื่อถวายเทียนพรรษาและสังฆทาน พร้อมกราบสักการะหลวงปู่ทวด ขอพรให้การเดินทางตลอดเส้นทางราบรื่น ปลอดภัย และเต็มไปด้วยสิ่งดี ๆ
ช่วงเวลาที่ไปถึงตรงกับเวลาพระฉันเพลพอดี หลังเสร็จพิธี ยังได้รับคำชวนจากคุณแม่ชีให้นั่งรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ถือเป็นความประทับใจเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด
สำหรับการเดินทางครั้งนี้ การได้เริ่มต้นวันด้วยการทำบุญ ทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจและเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เติมพลังใจ ก่อนออกเดินทางไปสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวแห่งต่อไปในจังหวัดชายแดนใต้


หลังอิ่มบุญก็เดินทางต่อไปยัง ด่านพรมแดนไทย–มาเลเซีย อำเภอเบตง เพื่อเก็บภาพเป็นที่ระลึก ก่อนเข้าเมืองหาอาหารเย็น


ตั้งใจจะชิมข้าวมันไก่เบตง แต่วันนั้นร้านดังหลายร้านปิด เพราะเราไปถึงเกือบหกโมงเย็นแล้ว จึงเปลี่ยนแผนมาฝากท้องกับร้านบะหมี่แทน ก่อนออกเดินเล่นเก็บบรรยากาศยามค่ำของเมืองเบตง เมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และผู้คนเป็นมิตร
ระหว่างทางเราแวะถ่ายภาพกับ หอนาฬิกาเบตง แลนด์มาร์กใจกลางเมือง ผ่าน ตู้ไปรษณีย์เบตง ตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเก็บภาพบริเวณ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ซึ่งเป็นอุโมงค์ลอดภูเขาแห่งแรกของประเทศไทย แม้จะไม่ได้ใช้เวลานานในแต่ละจุด แต่ก็ทำให้ได้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองชายแดนแห่งนี้อย่างเต็มอิ่ม
จากนั้นเดินต่อไปยังย่านสตรีทฟู้ดเบตง เดินเลือกชิมของอร่อยทั้งเต้าทึง ทอดมันปลา หมูสะเต๊ะ และอาหารทะเลแห้งเสียบไม้ย่าง เรียกว่าอิ่มครบทั้งของคาว ของหวาน และของกินเล่น ก่อนแวะซื้อผลไม้ตามฤดูกาลอย่างมังคุดและลองกองติดไม้ติดมือกลับที่พัก




ค่ำคืนนี้เราเข้าพักที่ ริมธาร แคมป์ปิ้ง รีสอร์ท อัยเยอร์เวง จองกระโจมเล็กริมลำธารในราคาเพียง 1,000 บาท ได้ฟังเสียงน้ำไหลตลอดคืน บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อน หลังจากใช้เวลานอนหลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่บนรถมาตลอดทั้งคืน แต่ขอบอกว่าเพื่อนที่ทำหน้าที่โชเฟอร์อึดมาก เพราะไม่มีท่าทีว่าจะง่วงเลยแถมยังดูสดชื่นอีกด้วย
ทุกคนรีบเข้านอน เพราะตี 4 มีภารกิจสำคัญ…ขึ้นไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง
วันที่ 3 : ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง สู่นครศรีธรรมราช และปิดท้ายที่ขนอม


ตี 4 ออกเดินทางขึ้น Skywalk อัยเยอร์เวง เพื่อชมทะเลหมอกยามเช้า สมกับที่หลายคนบอกว่าเป็นหนึ่งในวิวที่สวยที่สุดของภาคใต้ ถ่ายภาพกันจนหนำใจ ก่อนลงมารับประทานอาหารเช้าบริเวณสำนักงานทางขึ้นสกายวอล์ก เมนูที่อยากแนะนำคือ ข้าวหมกไก่ รสชาติอร่อยเกินคาด เป็นมื้อเช้าที่เรียบง่ายแต่ประทับใจมาก


หลังเก็บภาพทะเลหมอกจนเต็มอิ่ม พวกเราเริ่มขับรถลงจากอัยเยอร์เวง ท่ามกลางสายหมอกที่ยังลอยปกคลุมตลอดสองข้างทาง บางช่วงหมอกหนาจนเหมือนกำลังขับรถฝ่าเมฆ บรรยากาศเงียบสงบ เย็นสบาย และสวยเกินบรรยาย
การได้นั่งอยู่ใน Mitsubishi Lancer Champ III วัย 36 ปี ค่อย ๆ ไต่โค้งลงจากภูเขา เคล้ากับวิวสีเขียวและสายหมอกที่ลอยผ่านกระจก เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ทำให้รู้ว่า ความสุขของการเดินทาง ไม่ใช่แค่การไปถึงจุดหมาย แต่คือทุกกิโลเมตรที่ได้สัมผัสระหว่างทาง
เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ฟีลดีที่สุดของทริปนี้เลยก็ว่าได้


ก่อนออกจากจังหวัดยะลา ขอแวะเติมคาเฟอีนอีกแก้วที่ Lulu Space & Cafe คาเฟ่บรรยากาศดี ราคาเป็นมิตร เหมาะสำหรับแวะพักระหว่างเดินทาง




จากนั้นมุ่งหน้าสู่ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อถวายเทียนพรรษาและสังฆทาน ก่อนแวะรับประทานติ่มซำที่ โกปี๊ สาขาศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช
อิ่มท้องแล้วจึงเดินทางต่อสู่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช


ค่ำคืนนี้พวกเราโชคดีมาก ได้พักที่ Room No.3 Khanom บ้านพักติดทะเล ราคาหลังละเพียง 700 บาท
เก็บสัมภาระเรียบร้อยก็รีบลงเล่นน้ำทะเลทันที หาดหน้าด่านเงียบสงบ น้ำทะเลใส หาดทรายขาว และลมทะเลเย็นสบาย
มื้อเย็น ฝากท้องไว้ที่ ครัวหน้าด่าน ร้านอาหารใต้รสชาติดีที่อยู่ติดกับที่พัก บรรยากาศสบาย ๆ ริมทะเล เหมาะสำหรับการปิดท้ายวันหลังขับรถมาไกล

เมนูที่สั่งมี แกงส้มปลากระพง รสชาติจัดจ้าน เปรี้ยวกลมกล่อมตามแบบฉบับอาหารใต้ เนื้อปลาสดหวาน, ปลาอินทรีย์ทอดน้ำปลา ทอดเหลืองกรอบ หอม เค็มกำลังดี กินคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยลงตัว และ ปลาหมึกคั่วพริกเกลือ ที่ผัดมาได้หอมกระเทียมและพริก ปลาหมึกสด เนื้อเด้ง เคี้ยวเพลินทุกคำ
อิ่มอร่อยกับอาหารทะเลสด ๆ แล้ว ก็ปิดท้ายค่ำคืนด้วยการนั่งจิบเครื่องดื่มเย็น ๆ ริมชายหาด ปล่อยใจไปกับเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งและสายลมทะเลยามค่ำคืน เป็นช่วงเวลาที่เรียบง่าย แต่เติมพลังให้พร้อมสำหรับการเดินทางในวันถัดไปได้อย่างสมบูรณ์
วันที่ 4 : เก็บความสุขริมทะเล ก่อนกลับบ้าน
เช้าวันสุดท้ายของทริป เราตื่นมาพร้อมแสงแรกของวัน พระอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้าเหนือทะเลขนอม แต่งแต้มท้องฟ้าด้วยสีส้มอมชมพูที่สวยเกินบรรยาย นั่งจิบกาแฟริมชายหาด ฟังเสียงคลื่นซัดฝั่งเบา ๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด และปล่อยใจดื่มด่ำกับความเงียบสงบของเช้าวันนั้น


แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่กลับเป็นโมเมนต์ที่ทำให้ไม่อยากรีบเก็บกระเป๋า ความรู้สึกก่อนออกเดินทางกลับบ้านมีทั้งความสุข ความอิ่มเอม และความเสียดาย เพราะเหมือนเวลาในทริปผ่านไปเร็วกว่าที่คิด





ก่อนโบกมือลาทะเลขนอม พวกเราแวะเติมพลังมื้อเช้าที่ ขนำ ติ่มซำ ร้านอาหารเช้าชื่อดังของอำเภอขนอม ที่มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งติ่มซำนึ่งร้อน ๆ บ๊ะกุดเต๋ น้ำซุปหอมเครื่องเทศ ข้าวต้มปลากะพง เนื้อปลาแน่นสดหวาน ไข่กระทะ เสิร์ฟร้อน ๆ และเมนูห้ามพลาดอย่าง ขนมต้มแห้ง ที่เสิร์ฟพร้อมหมูกรอบและหมูสับ คลุกเคล้ากับเครื่องปรุงจนได้รสชาติกลมกล่อม เป็นเมนูพื้นบ้านที่ทั้งแปลกใหม่และอร่อยเกินคาด ปิดท้ายด้วยชาและกาแฟร้อน ๆ เป็นมื้อเช้าที่เรียบง่าย แต่อิ่มอร่อยและเต็มไปด้วยรสชาติของวิถีคนใต้
เมื่ออิ่มท้องและอิ่มใจกันแล้ว ก็ถึงเวลาสตาร์ทรถ Mitsubishi Lancer Champ III มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ พร้อมหัวใจที่เต็มไปด้วยความทรงจำจากทุกกิโลเมตรของการเดินทางครั้งนี้

ระหว่างทางแวะพักเติมความสดชื่นที่ บ้านใบไม้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี คาเฟ่บรรยากาศร่มรื่นท่ามกลางธรรมชาติ ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงร้านกาแฟเท่านั้น แต่ยังเปิดให้บริการเป็น รีสอร์ท สำหรับนักเดินทางที่ต้องการพักผ่อนท่ามกลางความเงียบสงบและพื้นที่สีเขียวอีกด้วย
พวกเราเลือกสั่งเครื่องดื่มกันหลายเมนู ทั้ง ลาเต้ร้อน หอมกรุ่นละมุน, อเมริกาโน่มะพร้าว ที่ผสานความเข้มของกาแฟกับความหวานหอมของมะพร้าวได้อย่างลงตัว, มัทฉะลาเต้ รสชาติเข้มข้นนุ่มนวล และ ทุเรียนปั่น เมนูเอาใจคนรักทุเรียน เนื้อเนียน หอมมัน สดชื่นทุกแก้ว
นอกจากนี้ยังไม่พลาดชิม พิซซ่าโฮมเมด ที่อบสดใหม่จากเตา แป้งนาโปลี ชีสหอม หน้าพิซซ่าแน่น อร่อยเกินคาด เป็นมื้อเบา ๆ ที่ช่วยเติมพลังระหว่างทางได้อย่างลงตัว ที่ประทับใจไม่แพ้กันคือ น้องบาริสต้า ที่ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ยิ้มแย้ม พูดคุยแนะนำเมนูด้วยความใส่ใจ ทำให้บรรยากาศของร้านอบอุ่นและน่าประทับใจยิ่งขึ้น
นั่งพัก จิบกาแฟ สูดอากาศบริสุทธิ์ และดื่มด่ำกับบรรยากาศแสนร่มรื่นอยู่สักพัก ก่อนออกเดินทางต่อ พร้อมเก็บอีกหนึ่งความประทับใจจากคาเฟ่และรีสอร์ทเล็ก ๆ แห่งนี้ ที่ทำให้ Road Trip ครั้งนี้มีสีสันและน่าจดจำยิ่งขึ้น
ออกเดินทางต่อจากนครศรีธรรมราช เราแวะที่ วัดคลองกอ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อถวายเทียนพรรษา และสังฆทาน ก่อนออกเดินทางต่อด้วยความอิ่มเอมใจ มุ่งหน้าสู่จุดหมายถัดไปของ Road Trip ครั้งนี้

ช่วงค่ำของการเดินทาง แวะฝากท้องที่ ร้านหอมแกงใต้ ลิ้มรสอาหารใต้แท้ ๆ ที่จัดจ้านถึงเครื่อง ทั้งความเผ็ด ความหอมของเครื่องแกง และวัตถุดิบสดใหม่ ช่วยเติมพลังให้พร้อมสำหรับการเดินทางช่วงสุดท้ายของทริป
ก่อนมุ่งหน้ากลับบ้าน พวกเราแวะสักการะ เจ้าพ่อเขาลูกช้าง เพื่อขอพรให้การเดินทางปลอดภัย เดินทางราบรื่น และเป็นสิริมงคล ถือเป็นการปิดท้ายทริปด้วยความอิ่มเอมใจและความเชื่อที่ช่วยสร้างกำลังใจให้กับนักเดินทาง
หลังจากขับรถต่อเนื่องตลอดคืน พวกเราเดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพในเวลา 02.00 น. ปิดฉาก Road Trip 4 วัน 3 คืน ด้วยระยะทางหลายพันกิโลเมตรที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มิตรภาพ อาหารอร่อย สถานที่สวยงาม และเรื่องราวระหว่างทางที่คุ้มค่ากับทุกกิโลเมตร แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้ากับ OnTheWay360 🚗✨
สรุปการเดินทาง
ตลอด 4 วัน 3 คืน เราได้ทั้งทำบุญ ไหว้พระ ชมทะเลหมอก เล่นน้ำทะเล ชิมอาหารพื้นถิ่น และสัมผัสมิตรภาพจากผู้คนระหว่างทาง
ทริปนี้สอนให้รู้ว่า…
ความสุขของการเดินทาง ไม่ได้อยู่แค่ปลายทาง แต่อยู่ในทุกกิโลเมตรที่เราได้ออกไปใช้ชีวิต
และทริปนี้ไม่ได้มีเพียงภาพทะเลหมอก วัดสวย หรือทะเลที่งดงาม แต่ยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของ Mitsubishi Lancer Champ III รถอายุกว่า 36 ปี ของ Neung Indie ที่ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม
กว่า 3,000 กิโลเมตร ผ่านแดด ฝน ภูเขา และถนนหลายรูปแบบ รถคันนี้พาพวกเราไปถึงทุกจุดหมายและพากลับบ้านอย่างปลอดภัย
บางครั้ง…คุณค่าของรถไม่ได้อยู่ที่ความใหม่ แต่อยู่ที่การดูแลรักษา ความใส่ใจ และเรื่องราวที่ได้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน

สรุปค่าใช้จ่าย Road Trip
📍 เส้นทาง: กรุงเทพฯ – เบตง – อัยเยอร์เวง – นครศรีธรรมราช – ขนอม – กรุงเทพฯ
🚗 พาหนะ: Mitsubishi Lancer Champ III อายุรถกว่า 36 ปี
🛣️ ระยะทางรวม: กว่า 3,000 กิโลเมตร
⛽ ค่าน้ำมัน: 6,300 บาท
🏡 ค่าที่พัก: 2,400 บาท (2 คืน)
💰 ค่าใช้จ่ายรวมตลอดทริป: ประมาณ 14,000 บาท (รวมค่าน้ำมัน ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่ากาแฟ และค่าใช้จ่ายระหว่างทาง)
👥 ผู้ร่วมเดินทาง: 4 คน
เฉลี่ยแล้วใช้งบประมาณเพียง ประมาณ 3,500 บาทต่อคน สำหรับทริป 4 วัน 3 คืน ได้ทั้งไหว้พระ ทำบุญ ชมทะเลหมอก เล่นน้ำทะเล ชิมอาหารท้องถิ่น และพิสูจน์ให้เห็นว่ารถคลาสสิกอายุกว่า 36 ปี หากดูแลรักษาเป็นอย่างดี ก็ยังสามารถพาเราออกเดินทางไกลได้อย่างมั่นใจ
ขอบคุณจากใจ
Road Trip ครั้งนี้จะไม่สมบูรณ์แบบ หากไม่มีคนที่อยู่เบื้องหลังทุกกิโลเมตร
ขอขอบคุณ Neung Indie เจ้าของรถ Mitsubishi Lancer Champ III คู่ใจ ที่ทั้งรับหน้าที่คนขับ ดูแลรถตลอดการเดินทาง และยังเป็นช่างภาพประจำทริป เก็บทุกความทรงจำสวย ๆ ตลอดเส้นทางกว่า 3,000 กิโลเมตร
ขอบคุณสำหรับความทุ่มเท ความอดทน และความใส่ใจในทุกรายละเอียด จนทำให้การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความประทับใจ และเรื่องราวดี ๆ ที่จะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป
แล้วพบกันใหม่…ใน Road Trip ครั้งต่อไป 🚗💨
OnTheWay360 | Every Road Has a Story.



